“ขอเพียงสิ่งดลใจบางอย่าง กระตุ้นเตือนข้างใน
ถึงเป็นแค่เพียงลมหนาวพัดผ่าน วูบเดียวก็พอ…”
นี่คือส่วนหนึ่งจากท่อนฮุคของ “มาตามสัญญา” Title-Track อัลบั้มลำดับที่ 4 ของ “พงษ์สิทธิ์ คำภีร์” ซึ่งได้พี่ชายร่วมวงการที่เคารพ “เล็ก คาราบาว” มาร่วม Featuring ในเพลงนี้ และในปีถัดมา (พ.ศ. 2536) ทั้งคู่ยังได้ทำอัลบั้มพิเศษ “ปลั๊กหลุด” ที่มีทั้งเพลงเก่า และเพลงแต่งใหม่ มาบันทึกเสียงร้องแบบ Live Session ในห้องบันทึกเสียง จนมียอดจำหน่ายทะลุล้านชุด
นี่เองเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่ทำให้ “พี่น้องส้นตีน Live” กำเนิดขึ้นตามมาในอีก 31 ปีให้หลัง
‘พี่น้องส้นตีน Live’ เป็นคอนเสิร์ตคู่ของ ‘พงษ์สิทธิ์ คำภีร์’ และ ‘เล็ก คาราบาว’ ที่เริ่มต้นจากความสัมพันธ์อันดีที่พี่เล็กได้ผลักดันพี่ปูเข้าวงการเพลง มาตั้งแต่ปี 2530 จนต่างให้ความเคารพซึ่งกันและกัน ทั้งในฐานะพี่ชายสุดที่รัก และน้องชายที่น่ารัก นำมาสู่ Project ต่าง ๆ ของทั้งคู่ ที่ได้เห็นกันตลอดในรอบ 37 ปี จนนำมาสู่คอนเสิร์ตที่เกิดขึ้นเมื่อคืนวันเสาร์ที่ผ่านมา
ทั้งคู่กลับมารวมตัวจัดคอนเสิร์ตใหญ่อีกครั้งในรอบ 11 ปี (นับต่อจาก ปลั๊กหลุด 2 ตอน เสียบปลั๊ก สดใส ไม่อึกทึก, 2556) โดยยังเน้นย้ำว่าครั้งนี้คือครั้งสุดท้าย ที่จะเห็นภาพแบบนี้เกิดขึ้น ดังนั้น 29 เพลงที่เกิดขึ้นในงานนี้ จึงเป็นภาพสำหรับแฟนเพลงของ 2 พี่น้อง ที่มาร่วมจารึกการรวมตัวครั้งสำคัญ
11 เพลงแรกของคอนเสิร์ต เป็นโชว์ในรูปแบบ Acoustic ระหว่างพี่เล็ก กับพี่ปู ที่นั่งเล่นกีตาร์คู่กันในช่วงแรกของงาน หรือถือได้ว่าเป็น Part แรกที่เป็นตัวตนของ ‘Unplugged’ (ปลั๊กหลุด) ตามคอนเซปต์
เปิดตัวด้วยเพลง “มาตามสัญญา” เพลงร้องคู่ที่โดดเด่นที่สุด ที่ทำให้หลายคนเริ่มเห็นภาพความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นมาตั้งแต่ครั้งนั้น หากไม่นับการทำงานในช่วงก่อนหน้า (พี่เล็กเคยบันทึกเสียงเล่นกีตาร์เพลง พเนจร, ถามยาย, อยู่คนเดียว และโปรดิวเซอร์อัลบั้มแรกพี่ปู ..ถึงเพื่อน)
ตามด้วย “วันต่อวัน” และ “ฉันเลือกเอง” เพลงเอกจากอัลบั้ม ‘ปลั๊กหลุด’ เมื่อ 31 ปีก่อนหน้า และ “สุดใจ” โดยก่อนเข้าเพลงในแต่ละเพลง มีการพูดแซวหยอกล้อกันเล็กน้อย แต่เมื่อถึงคราวเอาจริง ทั้งคู่ต่างใส่ความละเมียด และมีรายละเอียดที่บาดลึกถึงอารมณ์ นำมาสู่ 2 บทเพลงถัดไปของทั้งคู่ ที่ดึงเข้าซีนอารมณ์เข้มข้น
“โยโกฮาม่า” และ “ดอกแกัว” 2 ผลงานของทั้งคู่ที่หาฟังสดได้ยาก หากอยากทราบว่า ทั้ง 2 เพลงถ่ายทอดซีนอารมณ์อย่างไร แนะนำว่าลองไปตามฟังเนื้อหาในเพลงต้นฉบับได้ โดย 2 เพลงนี้นั้นมีเนื้อหาที่กินใจอยู่แล้ว แต่สำหรับงานเมื่อคืนนี้ ที่ร้องโดยเครื่องดนตรีน้อยชิ้น เพียงกีตาร์ 2 ตัว ที่เปล่งเสียงร้องได้เต็มที่ ทำให้เนื้อหานั้นบาดลึกยิ่งขึ้นเป็นพิเศษ โดยเฉพาะโยโกฮาม่า ที่แม้จะไม่ได้ถูกนำมาเล่นสดให้ฟังบ่อย ๆ แต่ก็มีแฟนเพลงที่ร้องตามกันได้เกือบทั้งฮอลล์
ต่อมาถึงคราวทั้งคู่ แลกเพลงกันร้อง โดยพี่เล็ก หยิบเพลง “ไถ่เธอคืนมา” ของพี่ปูมาร้องในรูปแบบตัวเอง โดยมีการลดคีย์ลง และเพิ่มคีย์กลับในช่วงท้ายเพลงเป็นสีสัน และพี่ปูที่หยิบเพลงเอกอย่าง “คนเก็บฟืน” ของพี่เล็กมาร้อง และปิด Part Acoustic ด้วยเพลง “น้ำใสน้ำใจ” และ “โรงเรียนของหนู”
จากนั้น มี VTR สัมภาษณ์ทั้งคู่ พูดคุยถึงความประทับใจของกันและกัน ตัดสลับกัน ตั้งแต่ที่พี่ปูเคยปรึกษาพี่เล็กว่าเรียนดนตรีด้านทฤษฎีดีมั้ย แต่พี่เล็กกลับแนะนำว่าไม่ต้องไปเรียนหรอก เล่นตามใจตัวเองดีกว่า และพี่เล็กยังยกตัวอย่างเพลง ‘ลูกอีสาน’ (เพลงของพี่ปู จากอัลบั้มแรก) มากล่าวว่าเป็นเพลงที่ตัวเองชอบ ให้คนเรียนทฤษฎีมาแต่งเพลงนี้ ก็ไม่รู้ว่าจะได้แบบนี้หรือเปล่า นี่คือใจความเบื้องต้นเท่าที่ผู้เขียนจำได้
เมื่อ VTR จบ พี่ปู พี่เล็ก กลับขึ้นมาบนเวทีอีกครั้ง พร้อมนักดนตรีสมทบที่มาร่วมเล่น Back-Up ในงานนี้ โดยระหว่างที่พี่เล็ก Setup กีตาร์ของตัวเอง ก็พบว่ามีปัญหา จนกล่าวออกไมค์ ‘กีตาร์เสียงมีปัญหา’ แต่พี่ปูก็ยังแซวพี่เล็กกลับไป ‘เล่นไม่เก่งหรือเปล่า’
แล้วช่วงที่ 2 ร่วมกับ Band ก็เริ่มต้นขึ้นด้วยเพลงแต่งใหม่ที่ชื่อ “บูลส์สองพี่น้อง” เพลงบูลส์ที่เน้นอิมโพรไวส์ด้านเนื้อร้อง พี่ปูร้องแซวพี่เล็ก พี่เล็กร้องแซวพี่ปูสลับกันไป โดยพี่เล็กได้กล่าวแนะนำกับแฟนเพลง วงดนตรีเฉพาะกิจคืนนี้ มีชื่อว่าวง “ส้นตีนแบนด์”
ในระหว่างที่ให้พี่เล็กไปเซ็ตกีตาร์ได้เข้าที่ พี่ปูก็ได้เล่นเพลง “แค่นั้น” ขึ้นมาด้วยตัวคนเดียว เรียกเสียงร้องจากแฟนเพลงอย่างสนั่นฮอลล์ พร้อมกล่าวว่าเป็นเพลงแถม จนเมื่อกีตาร์พี่เล็กเริ่มเข้าที่ ก็ได้เล่นเพลงแต่งใหม่อีกหนึ่งเพลง ในช่วงที่พี่ ๆ เล่นเพลงนี้ ไม่ได้มีการกล่าวชื่อเพลง ทั้งก่อนเล่น หรือเล่นจบ แต่ได้รับข้อมูลจากทีมงาน Warner Music Thailand ว่ามีชื่อเพลง “โลโก้แห่งรัก” ซึ่งคิดว่าจะมี Studio Version ตามออกมาให้ฟังหลังจบงาน
และตามด้วย “ใจบงการ” จากนั้นพี่ปูยังกล่าวกับแฟนเพลงว่า ‘เอาเพลงคาราบาวสักเพลงมั้ยครับ’ แฟนเพลงก็เฮกันไป แล้ว “วณิพก” ก็บรรเลงขึ้น เรียกเสียงร้องตามอย่างสนั่นฮอลล์ และชวนทุกคนในฮอลล์ลุกขึ้นมาเต้นโดยไม่ได้นัดหมาย ต่อด้วยเพลงที่พอโยกจังหวะได้ อย่าง “นักรักตัวจริง” และ “มนต์รักไอที” เพลงหลังคือเพลงแต่งใหม่ของพี่เล็ก ที่แต่งให้แฟนเพจเฟสบุ๊กที่ติดตาม หรือคอมเมนต์เป็นกำลังใจในเพจมาโดยตลอด
แล้วการเปิดตัว ‘แขกรับเชิญ’ ของงาน ก็เดินทางมาถึง พี่ปูกล่าวว่าเป็นศิลปินวัยรุ่น ‘รุ่นเดียวกับพี่เล็ก’
นั่นคือ “ปุ๊-อัญชลี จงคดีกิจ” สาวเท่หนึ่งเดียวคนนี้
ที่มาจับไมค์ร้องเพลงเพื่อชีวิตเป็นครั้งแรก 2 บทเพลง 2 อารมณ์ เริ่มต้นที่เพลงช้าอย่าง “คิดถึง” และ “แกเพื่อนฉัน” โดยในช่วงท้าย พี่ปุ๊ได้ขอหอมแก้มทั้งพี่ปู และพี่เล็ก ก่อนทั้งคู่จะขอหอมกลับ เป็นซีนที่เรียกเสียงเฮได้ทั้งงาน ก่อนจะกลับเข้าสู่พาร์ตแบนด์อีกครั้ง
แล้วพาร์ตแบนด์ก็กลับมาอย่างยิ่งใหญ่ กับบทเพลงสุดยิ่งใหญ่ ที่ไม่คิดว่าจะได้ฟังสด ๆ แล้ว นอกจากในเทปคาสเซ็ต
“คนไทย” เพลงในตำนานของพี่เล็ก คาราบาว บอกเล่าเรื่องราวประวัติศาสตร์ชาติไทย ตามการค้นคว้า และเขียนเนื้อร้องโดยตัวพี่เล็ก ที่เชิญชวนเพื่อนศิลปิน ทั้ง พี่แอ๊ด-พี่เทียรี่ คาราบาว, น้าหงา-น้าหว่อง คาราวาน, น้าหมู พงษ์เทพ, พี่บ๊อบ ฤทธิพร และอีกมากมาย รวมถึง ‘พี่ปู-พงษ์สิทธิ์’ มาร่วมร้องในเพลงเมื่อ 33 ปีที่แล้ว เป็นความยาวกว่า 21 นาที ในอัลบั้มเดี่ยวชุดที่ 3 “เรา…คนไทย” ซึ่งยังกล่าวได้อีกว่าต่อให้ไม่ถูกจดจำในสังคมวงกว้าง แต่ก็เป็นมหากาพย์ด้านการทำงานเพลงไม่แพ้ “ชีวิตสัมพันธ์” เลยทีเดียว
พี่เล็ก และพี่ปู นำเพลงนี้กลับมาเล่นอีกครั้ง และพยายามเล่นให้ได้ตามลำดับของเนื้อร้องเดิม แม้จะมีการปรับดนตรีให้มีลูกเล่น และเปลี่ยนแปลงเนื้อร้องบางท่อน เช่นในพาร์ตของภาคอีสาน ตามต้นฉบับที่น้าหว่อง-น้าหมูร้องไว้ เป็นเนื้อร้องอีกแบบหนึ่ง แต่พี่ปูได้นำเพลง “เซิ้งอีสาน” ของคาราวาน ขึ้นมาร้องในส่วนนี้แทน แต่ภาพรวมของเวอร์ชั่นนี้ ไม่ทำให้เพลงนี้ดูด้อยไปกว่าต้นฉบับ เพราะถือเป็นครั้งแรกที่เล่นแสดงสดแบบเต็มเพลง ยังแฝงความเท่ และชวนตื่นตาตื่นใจทุกครั้งที่เพลงนี้ถูกเล่นตั้งแต่ต้นจนจบ
และคั่นอารมณ์ด้วยเพลงช้าของพี่เล็ก “รักที่ผิดส่วนผสม” ก่อนจะเริ่มต้นเข้าสู่เพลงที่ชวนทุกคนเริ่มลุกขึ้นมาโยกตัวตามลำดับอารมณ์เพลง เริ่มเปลี่ยนเข้าสู่พาร์ตไฟฟ้าอย่างเต็มรูปแบบ ให้ได้อารมณ์ความมัน ทั้ง ตำรวจ / พ่อเป็นกรรมกร
และตามด้วย “เมากีตาร์” เพลงในช่วงแรกของพี่เล็ก ที่เริ่มทำงานกับคาราบาว โดยมีความพิเศษที่มีการแต่งเนื้อร้องใหม่เข้าไป ร้องสลับกับเนื้อเก่าเมื่อ 42 ปีที่แล้ว และเป็นเพลงที่ให้นักดนตรีได้โชว์ของ พร้อมแนะนำสมาชิกวงส้นตีนแบนด์ ทีละคน ไล่ตั้งแต่ “ดั๊ม-เอกมันต์ พิเศษ” สมาชิกคนล่าสุดของคาราบาว ที่ได้เล่นในงานนี้หลากหลายตำแหน่ง ทั้งเพอร์คัสชั่น, คีย์บอร์ด, กีตาร์ หรือกลองยาวในเพลงคนไทย
ตามด้วย ‘เอ-อนุชา’ ตำแหน่งเครื่องเป่า และคีย์บอร์ด และ 2 สมาชิกจากคำภีร์ “พี่อุ๊-อุดร ทีนะกุล” (กลอง) และ “พี่ยุทธ-ยุทธดนัย มั่งนิมิตร” (เบส)
และคอมโบเพลงชวนโยก ชวนเต้น ตั้งแต่ นักแสวงหา / ยอดชาย และ “หนุ่มน้อย” เพลงที่เกือบเป็นเพลงสุดท้ายของงาน หลังจากที่ให้นักดนตรีทุกคนมาถ่ายรูปรวมกับแฟน ๆ เป็นที่เรียบร้อย แต่ก็ได้มีเสียงเรียกร้องจากแฟน ๆ ตะโกนอังกอร์กลับมา จนพี่ปูและพี่เล็ก ต้องกลับมาที่หน้าเวที พร้อมสะพายกีตาร์ยืนเล่นเพลงสุดท้าย
“เสมอ”
หลังร้องจบเพลง พี่เล็กกล่าวความประทับใจต่อไปถึงงานนี้อีกว่า ครั้งนี้คงจะเป็นครั้งสุดท้ายแล้วจริง ๆ ก่อนวันงาน พี่แอ๊ดได้พูดกับพี่เล็กว่า เล็ก งานนี้ทำให้เต็มที่นะเพื่อน พี่ปูเองพูดได้เพียงว่า ‘ผมรักพี่นะ’ และตามด้วยภาพที่ทั้งคู่ยืนกอดกันบนเวทีตามภาพประกอบเรื่อง เป็นการปิดม่าน ‘พี่น้องปลั๊กหลุด’ ในค่ำคืนนั้นได้อย่างสวยงาม
นอกจากฝีมือดีกรีความเก๋าของพี่เล็ก และพี่ปู ที่เอาอยู่มาตลอดทั้งงาน สิ่งหนึ่งที่อยากกล่าวชื่นชมเป็นพิเศษ นั่นคือ ‘น้องดั๊ม’ สมาชิกคนล่าสุดของคาราบาว ผู้เป็น 1 ในนักดนตรีแบ็กอัพของงาน ด้วยวัย 19 ปี แต่ฝีมือทางดนตรีมีความละเอียด และเล่นดนตรีได้หลากหลายในงานเมื่อคืนนี้ มีส่วนช่วยพี่ ๆ นักดนตรีได้เทียบเท่ากับนักดนตรีรุ่นพี่หลายท่าน จนต้องขอยกย่องเอาไว้
■ ดนตรี — คือสิ่งที่ทั้งคู่เริ่มต้นสนใจ และทำให้ทั้งคู่ฝึกฝนศักยภาพทั้งการเล่น การขับร้อง หรือการแต่งเพลง จนก้าวมาเป็นมืออาชีพ ที่ครองใจแฟน ๆ อย่างมหาชนเป็นเวลาร่วม 40 ปี
■ พี่น้อง — คือสถานะของทั้งคู่ หลังจากที่ ‘ดนตรี’ พาพวกเขามาเจอกัน และความเป็นพี่น้องของพี่ ๆ ยังเหนียวแน่นมากขึ้นตามกาลเวลาที่ยาวนาน
■ ส้นตีน — คือสิ่งที่ทั้งคู่ใช้ก้าวเดินไปในเส้นทางของตัวเอง เริ่มพัฒนาจาก ‘เล็ก เพรสสิเดนท์’ ออกจากวงจรนักดนตรีในไนท์คลับ มาทำเพลงเพื่อชีวิตกับ ‘คาราบาว’ จนต่อยอดมาเป็นผลงานสร้างสรรค์อันโด่งดัง ที่สร้างแรงบันดาลใจให้นักดนตรีหลายคน
รวมถึง ‘ปู-พงษ์สิทธิ์’ นักดนตรีวัยรุ่นที่สนใจเพลงเพื่อชีวิต แกะเพลงคาราบาวเล่นตั้งแต่อยู่ต่างจังหวัด จนหิ้วกระเป๋าจากหนองคาย ใช้ส้นตีนเดินเข้ากรุงเทพฯ ตามความฝัน และได้พบกับ ‘เล็ก คาราบาว’ จนกลายเป็นมิตรภาพ ‘พี่น้องส้นตีน’ ในที่สุด
■ พี่น้องส้นตีน ไลฟ์ — เปรียบดังบทสรุปของไตรภาคการทำงานร่วมกันได้อย่างยิ่งใหญ่ ด้วยบรรยากาศอันอบอุ่น ที่ได้รับจากแฟนเพลงที่ให้กำลังใจกันมาตลอด 30 กว่าปี
นี่คืออีกหนึ่งคอนเสิร์ตที่ผู้เขียนประทับใจ และภูมิใจที่ได้อยู่ในเหตุการณ์ครั้งนี้ เป็นทั้งคอนเสิร์ตที่เปี่ยมด้วยฝีมือ, บทเพลง และมิตรภาพดนตรี ที่ ‘แฟนเพลง’ อย่างผู้เขียน จะร่วมจารึกเป็น ‘มิตรภาพของคนส้นตีน’ เอาไว้เช่นกัน
ขอบคุณ Warner Music Thailand ต้นสังกัดของพี่ ๆ ที่สนับสนุน และผลักดันคอนเสิร์ตนี้ออกมาอย่างสมบูรณ์แบบครับ ![]()
