‘เส้นทางชีวิต’ ลิขิต ‘Rock & Roll’

“วันที่ 7 สิงหา นั้นคือวันเกิด
ถือกำเนิด ชายไทยหัวใจทหาร”
เดือน 8 วันที่ 7 เมื่อ 50 ปีที่แล้ว (พ.ศ. 2517)
คือวันที่ครอบครัว ‘ศุขพิมาย’ ณ ถิ่นฐานเมืองย่าโม อำเภอโนนไทย จังหวัดนครราชสีมา ได้ต้อนรับลูกชายลำดับที่ 3 ของครอบครัว อันมีศิลปิน ‘โจ้-แสน นา’กา’ เป็นพี่ชายแท้ ๆ ของเขา
ที่ถูกตั้งชื่อมาแต่แรกเกิดนามว่า
“เสก-เสกสรรค์ ศุขพิมาย”
ราว 40 ปีที่แล้ว เด็กชายเสกสรรค์ ใช้ชีวิตตามประสาเด็กต่างจังหวัดทั่วไป ที่อาจยังไม่มีความฝันชัดเจน เขาเคยนิยามวัยเด็กตามคำบอกเล่าของคุณแม่ว่าเคยเป็นเด็กเงียบ ๆ ขี้อายมาก่อน นอกจากความชื่นชอบร้องเพลงมาตั้งแต่เด็ก ๆ เช่นการร้องเพลง “สายัณห์ สัญญา” เป็นต้น
แต่จุดเปลี่ยนของเขาก็ได้เริ่มตามมาในช่วงเริ่มเติบโตขึ้น เมื่ออายุเขาเริ่มต้น 9 ขวบ ในวันที่เขาไปรอดูละครเด็กที่บ้านเพื่อนเวลาเย็น ตามช่วงวัยของเด็กไทยในสมัยนั้น (ยุค 1980s) แต่กลับพบภาพอย่างอื่นบนทีวี ที่ชี้ให้เห็นถึงเป้าหมายในชีวิตของเขาต่อไป
“ผมรู้ว่าผมจะเป็นนักร้องตั้งแต่อายุ 9 ขวบนะ”
หลังจากที่เขาได้เห็นภาพการเล่นดนตรีของศิลปินวง “คาราบาว” ปรากฏบนหน้าจอโทรทัศน์
“…พี่แอ๊ด คาราบาว นี่เป็นฮีโร่ผมเลย ผมดูตอนนั้น ที่บ้านไม่มีทีวีนะ ผมต้องไปดูทีวีบ้านเพื่อน ๆ น่ะ เขามีทีวีแล้ว แล้วก็มีคอนเสิร์ต ตอนนั้นรู้สึกคอนเสิร์ต ‘เมด อิน ไทยแลนด์’ เราก็ไปดู เพราะว่าเด็กอายุ 9 ขวบ ไม่น่าจะมาดูคาราบาวไรงี้นะฮะ ตอนนั้นพอเห็นพี่แอ๊ดและวงคาราบาว ก็รู้เลยว่าตัวเอง อยากเป็นนักร้อง นักดนตรีนะครับ” — เสก โลโซ, พ.ศ. 2556
ก็เกิดความสนใจสร้างเป้าหมายในอนาคต ที่มีจุดมุ่งหมาย ‘อยากเล่นดนตรี’ มาตั้งแต่วันนั้น
เมื่อขยับอายุขึ้นมาได้ราว 13-14 ปี เขาพัฒนาจากการฟังคาราบาว มาสู่วงร็อกอย่าง “The Olarn Project” ที่มีอัลบั้ม “กุมภาพันธ์ 2528 : แทนความห่วงใย” เป็นอัลบั้มชุดแรกที่เริ่มทำให้สนใจในเพลงร็อก จากการให้ยืมเทปฟังโดย ‘เฮียนึก’ พี่ชายผู้มีศักดิ์เป็นลูกพี่ลูกน้อง
แล้วอัลบั้มในตำนานของ The Olarn Project ที่ประกอบด้วยเพลง “อย่าหยุดยั้ง” หรือ “ไฟปรารถนา” ก็กลายเป็นเทปเพลงร็อกตลับแรก ที่เสก โลโซ เป็นเจ้าของด้วยตัวเอง ถัดจากอัลบั้มทับหลัง ของคาราบาว
และตามมาด้วยร็อกฝั่งสากลอย่าง “Guns N’ Roses” จากอัลบั้ม “Appetie For Destruction” เป็นศิลปินร็อกฝั่งสากลกลุ่มแรกที่เขาเริ่มให้ความสนใจ
เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่น่าสนใจ เมื่อย้อนกลับไปช่วงเวลานั้น
ในช่วงเวลาหนึ่ง ที่สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก หรือลานเพลินช่อง 5 ได้ใช้ออกอากาศรายการคอนเสิร์ต “โลกดนตรี” เปิดอัลบั้มทับหลัง ของคาราบาว
พี่เสกในช่วงวัย 14 ปี ที่ได้เข้ามากรุงเทพฯ และเป็นแฟนเพลงผู้อยู่ในเหตุการณ์วันนั้น ยังได้มีโอกาสจับมือกับพี่แอ๊ด และพี่เล็ก คาราบาว หลังจากทำการแสดงเสร็จอีกด้วย จุดนี้เขาได้เล่าไว้ในรายการโทรทัศน์ “วันวานยังหวานอยู่” เมื่อได้พบกับพี่แอ๊ดอีกครั้ง ในวันที่นับถือพี่เสกเป็นน้องรักคนหนึ่ง
แล้วมือที่ได้ใช้จับกับพี่แอ๊ด พี่เล็ก นักดนตรีผู้เปรียบดังฮีโร่ของเขา ก็เป็นมือเดียวกัน ที่สร้างพลังในการฝึกเล่นกีตาร์มาโดยตลอด
จากนั้นเพลงร็อกชั้นครูที่เขาเติบโตมาในแต่ละช่วงวัย ทั้งผ่านหู หรือผ่านมือของเขามาอย่างไม่ขาดสาย ตั้งแต่ ไมโคร, อัสนี & วสันต์, หิน เหล็ก ไฟ, The Beatles, Jimi Hendrix, Sex Pistols, Nirvana, Oasis
ด้วยฝีมือด้านการจับกีตาร์ที่ฝึกปรือมาตั้งแต่วัยเด็ก ทำให้เขาต่อยอดมาสู่การเป็นนักดนตรีอาชีพ ที่ได้ประกอบอาชีพเล่นประจำตามผับในสมัยนั้น หรือยุค 1990s เป็นเวลาร่วมกว่า 7 ปี โดยไม่ได้เล่นได้เพียงเพลงร็อกเท่านั้น
เพราะแม้แต่การพบกับเพื่อนคนสำคัญครั้งแรก เขายังร้องเพลง ‘แรปแขก’ (Gur Nalon Ishq Mitha) ต่อหน้า ใหญ่ กิตติศักดิ์ โคตรคำ มาแล้ว
และเพื่อนนักดนตรีคนนี้เอง ก็มีส่วนร่วมเดินทางก้าวสู่จุดสูงสุดกับพี่เสก ในการใช้เสียงกลองหวดน้ำหนักไปกับเสียงร้อง และเสียงลีด ของผู้ชาย Rock & Roll คนนี้
โดยในเส้นทางการตะลอนเล่นดนตรีกลางคืนตามผับชั้นนำในสมัยนั้น ทั้งคู่ยังได้ทาบทามนักดนตรีรุ่นพี่ “รัฐ-อภิรัฐ สุขจิตร์” ตามเข้ามาสมทบตำแหน่งมือเบส จนเกิดเป็นอีกหนึ่งวงของ ‘เสก-ใหญ่-รัฐ’ ในการเล่นดนตรีกลางคืนร่วมกับเพื่อนนักดนตรีร่วมรุ่น ตั้งแต่การเล่นร่วมกันที่จังหวัดลำปาง จนเดินทางมาหาฝันถึงเมืองหลวงอย่างกรุงเทพฯ
แต่ด้วยความคิดของพี่เสก ที่พยายามพัฒนาชีวิตดนตรีของตัวเอง ผสมกับไอเดียในการคิดเรื่องราวออกมาจรดลงปากกาเป็นบทเพลง
“เล่นในผับ มีอยู่วันหนึ่ง เล่น ๆ อยู่แสงสว่าง ผ่านกระจกทะลุเข้ามา โอ้โหย ทำไมชีวิตกูมันลำบากขนาดนี้วะเนี่ย มันต้องเล่นถึงขนาดนี้เลย เสร็จแล้วนั่นก็คือจุดแรกที่ทำให้ผมรู้สึกว่าผมต้องเลิกเล่นกลางคืน เพื่อที่จะมาทำเทปและ แต่งเพลงอย่างจริงจังแล้ว…” — เสก โลโซ, พ.ศ. 2554
เมื่อเดินทางมาถึงวันที่ต้องเล่นดนตรีข้ามคืนจนถึงเวลาเช้า นั่นคือจุดเปลี่ยนที่ทำให้เขาทิ้งอาชีพประจำ มุ่งหน้าสู่เส้นทางอาชีพศิลปินจริงจัง
ด้วยการลาออกจากงานเล่นดนตรีกลางคืน ทิ้งรายได้ต่อเดือนร่วม 50,000 และชวนเพื่อน ๆ 2 คน มาทำ Demo อัลบั้มแรกของตัวเอง แล้วทยอยไปนำเสนอตามค่ายเพลงชั้นนำต่าง ๆ ในยุคนั้น
“กว่าจะถึงฝั่งฝันนั้นมันยากเย็น
อย่าเพิ่งเห็นฉันเดินเข้ามาง่าย ๆ”
เส้นทางของ Rock & Roll แม้จะประสบความสำเร็จตั้งแต่ก้าวแรก แต่เส้นทางย่อมไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ
บางค่าย ก็ปฏิเสธตั้งแต่ฝ่ายประชาสัมพันธ์ว่าไม่มีนโยบายที่จะรับศิลปินหน้าใหม่ หรือบางค่ายให้ความสนใจเพียงแค่ ‘เพลง’ ที่เขาแต่ง แต่ขอไม่รับทั้งวง เพียงเพราะหน้าตาภาพลักษณ์ หรืออาจรับไว้พิจารณา แต่สร้างข้อจำกัดในเรื่องของส่วนแบ่ง
แต่นั่นก็ไม่ใช่อุปสรรคในการเดินทางของคนดนตรีตัวจริง จนเมื่อเขาได้พบกับบุคคลสำคัญ ที่นำพาเข้าสู่ค่ายเพลงชั้นนำอย่าง ‘แกรมมี่’ ในที่สุด
นี่คือปฐมบท อันเป็น ‘เส้นทางชีวิต’ ที่สร้างให้เขาเป็น Rock & Roll Artist แห่งเมืองไทย
We Are Loso We Are Rock & Roll Band !

แสงสว่างจากท้องฟ้ายามเช้าที่ลอดผ่านกระจกมาให้นักดนตรีชื่อ ‘เสกสรรค์ ศุขพิมาย’ พบจุดเปลี่ยนของตัวเอง เสมือนประกายเป็นแสงสว่างที่สร้าง ‘เสก โลโซ’ ของประชาชนจนปัจจุบัน
หากจะกล่าวถึงพระเอกขี่ม้าขาว ที่ทำให้ ‘เสก โลโซ’ กลายเป็นขวัญใจมหาชนได้อย่างสำเร็จ
แน่นอนว่าต้องให้เครดิตแก่ “แท่ง-ศักดิ์สิทธิ์ แท่งทอง”
พระเอกหนุ่มชั้นนำในยุคนั้น ที่มีอัลบั้มเพลง “เด็กหลังห้อง” ของตัวเอง แต่ยังขาดนักดนตรีที่จะใช้เป็น Back-Up ในการตระเวณทัวร์คอนเสิร์ต จนมีโอกาสมาพบ เสก-ใหญ่-รัฐ เสริมกับ ‘ต้อย’ (มือคีย์บอร์ดผู้สวม ‘หมวกแดง’ ในเวลาต่อมา) ได้ทาบทามเข้ามาเป็นนักดนตรีสนับสนุนในการเดินสายออกทัวร์ของพี่แท่งในนามของวง “แมวเหมียว” อยู่ช่วงเวลาหนึ่ง
และภายหลัง เสก-ใหญ่-รัฐ จากแมวเหมียว ก็ได้ตั้งชื่อวงของตัวเองว่า “Loso” ในการนำเสนอผลงานของตัวเอง ด้วยชื่อวงที่ตรงตัว ตรงกับบุคลิกของเหล่าสมาชิกที่เรียบง่าย จริงใจ ติดดิน อันมีศิลปินรุ่นพี่อย่าง “อัสนี & วสันต์” หรือ “เสือ ธนพล” เป็นแรงบันดาลใจ
เมื่อพี่แท่งได้พูดคุยกับพี่เสก จนได้รู้ว่า เสก-ใหญ่-รัฐ กำลังตระเวณนำเสนอผลงานของตัวเองตามค่ายเพลง ทำให้พี่แท่งลองเสนอให้ทางโลโซนำ Demo ไปนำเสนอให้ศิลปินรุ่นพี่ “พี่ป้อม-อัสนี โชติกุล” ที่กำลังเปิดค่ายของตัวเองในเครือแกรมมี่
จนศิลปินกลุ่ม “Loso” ได้รับโอกาสการเซ็นสัญญาในการเป็นศิลปินของค่าย “More Music”
แล้วผลักอัลบั้มแรกของค่าย More Music และอัลบั้มแรกในชีวิตของ เสก-ใหญ่-รัฐ ที่ชื่อ “Lo-Society” ออกมาสำเร็จในปลายเดือนเมษายน พ.ศ. 2539
แม้ความเป็นอินดี้/อัลเทอร์เนทีฟครองเมืองในสมัยนั้น ที่จะพอสนับสนุนโลโซไปอยู่บนแผงเทปพร้อมกับเพื่อนศิลปินร่วมรุ่นได้ แต่ในระยะแรก กลับใช้เวลา ‘ค้างแผง’ มาหลายเดือน
จนโลโซมีโอกาสไปออกรายการโทรทัศน์ “ทไวไลท์โชว์” และความสำเร็จจากเพลง “ไม่ต้องห่วงฉัน” ที่ทะยานสู่จุดสูงสุด จนพาเพลงอื่น ๆ ในชุด ทยอยรับความนิยม อาทิ ฉันหรือเธอ (ที่เปลี่ยนไป), เราและนาย, I Wanna Love You, คุณเธอ
ทำให้ Loso กลายเป็นศิลปินแถวหน้าของวงการเพลงไทยอย่างชั่วข้ามคืน จนต้องเปลี่ยนปก เพิ่มเพลงใหม่ “ไม่ตายหรอกเธอ” รวมถึง “ฉันหรือเธอ (ที่เปลี่ยนไป) (Acoustic Version)” และมียอดจำหน่าย Debut อัลบั้มรวมทั้ง 2 ปก เป็นยอดกว่า 2,000,000 ชุด
“เหมือนดั่งโลกนี้สดใสขึ้นทันตา
ในช่วงเวลาที่ต้องการใคร เข้าใจสักคน”
ความสำเร็จจากอัลบั้มแรก ทำให้โลโซได้รับการทาบทามให้แต่งเพลงประกอบภาพยนตร์ “จักรยานสีแดง” ของแกรมมี่ภาพยนตร์ และได้ถูกรวบรวมเป็น Ep Album “Loso Special” (จากภาพยนตร์เรื่อง จักรยานสีแดง) ในปี พ.ศ. 2540 ถึงจะเป็นเพียงอัลบั้ม Ep ที่มีเพียง 5 เพลง แต่ยังได้รับความนิยมมาอย่างต่อเนื่อง และกวาดยอดขายมาได้ 900,000 Copies ซึ่งกลายเป็น Ep Album ที่ทำยอดขายสูงสุดของแกรมมี่อีกด้วย
และในปีถัดมา คือปีแห่งประวัติศาสตร์ ที่สร้าง Loso เป็นตำนานถึงวันนี้
ในปี พ.ศ. 2541 ภายหลังจากเศรษฐกิจทางสังคมที่ซบเซา และมีส่วนกระทบกับสังคมหลากด้านในเวลานั้น ไม่เว้นเพียงแต่อุตสาหกรรมเพลงไทย หากแต่เป็นปีที่เพลงแบบ Loso กลับยืนหยัดบนสังคมอย่างตรงกับข้ามกับสภาวะแวดล้อมในช่วงเวลานั้น
ด้วยความคิดของทางวงที่อยากทำเพลงให้กำลังใจประชาชนท่ามกลางวิกฤตทางสังคม จึงตกผลึกออกมาผ่านบทเพลงหลากหลาย ฟังง่าย เข้าใจง่าย และสร้างภาษาแบบโลโซที่ตรึงใจจนถึงวันนี้
“Entertainment” คือชื่อสตูดิโออัลบั้มลำดับที่ 2 ที่นิยามสิ่งดังกล่าว จากเพลงฮิตในชุด ทั้ง อยากเห็นหน้าคุณ, อะไรก็ยอม, แม่, เลิกแล้วต่อกัน และโดยเฉพาะ “ซมซาน” ที่เป็นไวรัลในสมัยนั้นไปทั้งประเทศ และยังเป็น ‘เพลงครู’ ให้มือกีตาร์มาหลายคน จนสามารถทำยอดจำหน่ายเทปคาสเซ็ตได้สูงกว่า 2,500,000 ตลับ ถือเป็นสถิติที่สูงสุดอัลบั้มเพลงร็อกของค่ายแกรมมี่จนปัจจุบัน
ภายหลังจากความสำเร็จสูงสุด ย่อมมาพร้อมการเปลี่ยนแปลงเสมอ เมื่อ ‘พี่รัฐ’ มือเบสของวง ได้ขอลาออกจากวงไปด้วยปัญหาสุขภาพ
แต่โลโซเองซึ่งมีสถานะที่เรียกได้ว่า ‘น้ำขึ้นให้รีบตัก’ จึงต้องรวบรวมวัตถุดิบ และทำงานอัลบั้มชุดถัดมาในห้องอัด เพียงแค่ 2 คนเท่านั้น นั่นคือ ‘พี่ใหญ่’ รับหน้าที่ตีกลองเช่นเดิม
และ ‘พี่เสก’ ที่นอกจากจะเป็นนักร้องนำ, นักเขียนเพลง, มือกีตาร์ของวง ยังต้องเป็น ‘มือเบส’ บันทึกเสียงด้วยตัวเองทั้งชุด โดยอัลบั้มนี้ได้ Simon Henderson ร่วมทำงานด้านเทคนิค และให้คำปรึกษา ต่อมาเขาคือโปรดิวเซอร์คู่บุญของเพื่อนร่วมค่ายอย่าง “Silly Fools” นั่นเอง
ภายหลังจากทำงานเสร็จสิ้น จึงได้ “กลาง-ณัฐพล สุนทรานู” มาสมทบในตำแหน่งมือเบส และกลายเป็นอัลบั้มชุดที่ 3 “Rock & Roll” ในปี พ.ศ. 2542 ที่ตอกย้ำความสำเร็จด้วยเพลง “ใจสั่งมา” อีกหนึ่งเพลงครูของวัยรุ่นปลายยุค 90s ที่ต้องฝึกกีตาร์ใช้จีบสาวเป็นขบวน โดยยังมีเพลงฮิตอื่น ๆ ในอัลบั้ม เช่น คืนจันทร์, เจ็บใจ, สาหัส, เพื่อนใจ และยังกวาดยอดขายมาได้รวม 1,500,000 ชุด
จากใจสั่งมา ในปี 1999 โลโซเดินทางมาสู่ยุค 2000s ในวันที่สังคมเติบโตมาสู่ยุคที่ล้ำสมัย อันตามมาพร้อมพัฒนาการของวงการเพลงไทย ที่อาจยังต้องรับ ‘ศึกหนัก’ กับบ่อนทำลายวงการเพลงที่มีสมญานามว่า ‘เทปผีซีดีเถื่อน’
ในขณะเดียวกัน กลับทำให้โลโซต้องสร้างงานท่ามกลางความเติบโตของวงตัวเอง ที่ต่างฝึกฝน และหาแรงบันดาลใจในการทำเพลงอัลบั้มใหม่ ด้วยการทบทวนฟังผลงานของศิลปินที่เป็นแรงบันดาลใจของแต่ละคน อาทิ Jimi Hendrix, Oasis, คาราบาว, Led Zeppelin, C.C.R., Grand Funk Railroad จนกลายเป็นอัลบั้มที่มีความพัฒนาทางดนตรีสูงสุด และมีผลงานที่หลากหลายทั้งเนื้อหา และดนตรี
ประกอบเป็น “LOSOLAND” อัลบั้มลำดับที่ 4 ของ Loso ในต้นปี พ.ศ. 2544 ด้านคุณภาพของอัลบั้ม คนฟังเพลงหลายคน ต่างให้การตอบรับอย่างดี มีทั้งเพลงฮิตติดตลาดตามรูปแบบโลโซ แบบ มอ’ไซค์รับจ้าง, หมาเห่าเครื่องบิน, รอยยิ้มนักสู้, คนบ้า, ให้รู้ว่ายังรักกัน
เพลง Heavy สุดร้อนแรง “เข้ามาเลย” ที่เป็นการเปิดตัวอัลบั้มอย่างทรงพลัง หรือเพลง Side-B ที่มีชั้นเชิงเติบโตตามการทำงานของวง อย่าง อิสระเสรี, หมูในอวย ไปจนถึง “อย่าเห็นแก่ตัว” เพลงระดับ Progressive ที่มีความยาวกว่า 12 นาที !
หากแต่สวนทางกับยอดขายอัลบั้ม ที่กวาดมาได้เพียง 700,000 Copies เท่านั้น อันมาจากพิษร้ายของเทปผีซีดีเถื่อน ที่ระบาดหนักในช่วงเวลานั้น
และด้วยผลพวงของเทปผีซีดีเถื่อน ที่กระทบหลายด้าน ไม่เว้นแม้แต่ ‘โลโซ’ จึงเป็นจุดกำเนิดของเพลง “พันธ์ทิพย์”
เพลงนี้เกิดขึ้นจากการหารือกับผู้ใหญ่ของแกรมมี่ที่ต้องการให้พี่เสกแต่งเพลงต่อต้านเทปผี จนกลายเป็นเพลงที่นำชื่อมาจากสถานที่แหล่งรวมของสิ่งเหล่านี้ และประกอบจนกลายเป็นอัลบั้มชุดใหม่ของ Loso ลำดับที่ 5 ที่มีชื่ออัลบั้มร้อนแรงตามเพลงเปิดอัลบั้มว่า “ปกแดง” ในกลางปี 2544
นอกจากพันธ์ทิพย์, โชคดี, เธอชอบนาย ที่เป็นเพลงแต่งใหม่ของอัลบั้ม นอกนั้นเป็น Stock เพลงของพี่เสกที่มีทั้งเพลงแต่งเก็บไว้ และเพลงเก่าที่ไม่ได้ใช้กับอัลบั้มชุดก่อน รวมถึง “5 นาที” ที่เก็บไว้ตั้งแต่ Rock & Roll ต่างปัดฝุ่นมาใช้เป็นเพลงในอัลบั้ม หรือจะสามารถเรียกว่าเป็น ‘Relax Album’ ของ Loso ก็ได้
และอัลบั้มนี้ยังเป็นการกลับมาของ ‘พี่รัฐ’ ที่กลับมาจับเบส ร่วมปิดจ็อบมหากาพย์การเดินทางของ Loso
อัลบั้มนี้ยังมาพร้อม Moment สำคัญ ที่สร้างประวัติศาสตร์หน้าสำคัญให้กับ Loso
นั่นคือ ‘คอนเสิร์ตใหญ่’ ครั้งแรกของวง ที่มีชื่อว่า “คอนเสิร์ตเพื่อเพื่อน” เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2544 ณ สนามกีฬาจักรยานเวโลโดรม หัวหมาก ปรากฏการณ์การเดินทางครั้งสำคัญของโลโซ ที่มีกิตติศัพท์ ‘สามคนเล่น หมื่นคนดู’ ตามสมญานามที่ขนเพลงฮิตมาตรึงใจผู้เข้าชมที่สนามเวโลโดรมในค่ำคืนนั้น
โดยที่ไม่มีสัญญาณแฟนเพลงล่วงรู้ได้เลย ว่านี่คือการชมคอนเสิร์ตใหญ่ครั้งสุดท้ายในยุครุ่งเรือง และเป็นอัลบั้มสุดท้ายตลอดการเดินทางของวง…
ตลอด 6 ปีที่ผ่านมา Loso สร้างปรากฏการณ์ผ่านเพลงฮิตที่ได้รับความนิยมมาอย่างต่อเนื่อง สะท้อนผ่านยอดจำหน่ายรวมทุกอัลบั้ม (รวม Ep Loso Special) เป็นจำนวนตัวเลข 8,500,000 ชุด
ด้วยตัวเพลง ‘ทุกบทเพลง’ ในอัลบั้ม ตลอดถึงภาพการนำเสนอ เสียงร้อง โซโล่กีตาร์ที่ตรึงใจระดับมหาชน อันมาจากมันสมอง และฝีมือของ ‘เสกสรรค์ ศุขพิมาย’ ในฐานะ Frontman ของวง
ปลายปี พ.ศ. 2545 เสก โลโซ ในฐานะ Frontman ของวง ประกาศผ่านสื่อมวลชน โดยที่ไม่มีงานแถลงข่าวใด ๆ นอกจากการส่งข่าวให้ได้ตีข่าวนำเสนอต่อสาธารณชนว่า
‘โลโซ ประกาศยุบวง’
นี่คือเรื่องราวการเดินทางทั้งหมดของ ‘เสก โลโซ’ ที่ร่วมเดินทางเข้าแสงสีบันเทิง กับเพื่อนคนดนตรีอีก 3 คน ในนามของ ‘โลโซ’ มาตลอด 6 ปี
“เส้นทางลูกผู้ชาย”

“แค่คนคนหนึ่งที่ลุยและบ้าบิ่น
พรุ่งนี้คงบินต่อไปเหมือนเดิม”
(ส่วนหนึ่งจากเพลง ฉันไม่สำออย – เสก โลโซ)
หลังปิดตำนานโลโซ ด้วยการประกาศยุบวงในปลายปี พ.ศ. 2545 ในช่วงเวลาถัดมา เขาได้กลายเป็นศิลปินเดี่ยว ที่เฉิดฉายในชื่อของ ‘เสก โลโซ’ ควบคู่กับการรักษาความสำเร็จจากยุคก่อนหน้า
ซึ่งเดิมทีการทำอัลบั้มเดี่ยว อาจไม่ใช่แผนหลังการยุบวงอย่างเต็มรูปแบบ หากแต่เริ่มต้นมาจากเส้นทางการเติบโตของตัวเอง
เริ่มจากในช่วงปี 2546 พี่เสกมีความคิดที่อยากจะพัฒนาทางด้านภาษา หลังจากประกาศยุบวง และทัวร์คอนเสิร์ตให้เครื่องดื่มชูกำลังที่เป็นพรีเซนเตอร์ไปเรียบร้อย จึงได้ตัดสินใจพักงานทัวร์ในประเทศอย่างเต็มรูปแบบ และขอเดินทางพาครอบครัวไปใช้ชีวิต และเรียนต่อด้านภาษา ที่ประเทศอังกฤษ
แต่ด้วยความเป็น ‘มหาชน’ ในชื่อของ ‘เสก โลโซ’ ย่อมตามมาด้วยความห่วงใยที่พี่เสกได้รับกลับมาเสมอ จนเกิดเป็น “7 สิงหา” อัลบั้มเดี่ยวชุดแรกในนาม “เสก โลโซ” ที่ทำส่งท้ายไว้เป็นของขวัญให้กับแฟนเพลง ซึ่งประกอบด้วยเพลงเด่นอย่าง เธอจะรู้บ้างไหม?, เกลียดตัวเอง และ “พรุ่งนี้” ที่สื่อสารให้กับแฟนเพลงถึงเหตุการณ์ดังกล่าวโดยเฉพาะ
หลังจากพี่เสกไปใช้ชีวิตที่กรุงลอนดอนร่วม 1 ปี ก็ได้รับการติดต่อจาก “พี่เล็ก-บุษบา ดาวเรือง” บุคคลสำคัญของแกรมมี่ ให้กลับมาร่วมทำ Project พิเศษ ฉลองครบรอบ 20 ปี GMM Grammy
โดยการจับคู่พี่เสก กับศิลปินต่างแนว ที่เป็นซูเปอร์สตาร์ระดับประเทศ แต่เป็นศิลปินรุ่นพี่ที่อยู่ค่ายเดียวกัน นามว่า “เบิร์ด-ธงไชย แมคอินไตย์”
แม้จะเคยทำงานร่วมกับพี่เบิร์ด ด้วยการเคยแต่งเพลงไปให้ร้องมาก่อนหน้าแล้ว (อย่ารักกันเลย, รู้ไหม (ว่าฉันคิดถึง), อย่าทำร้ายใจกัน) แต่เมื่อเป็น Project จับคู่ครั้งสำคัญ พี่เสกจึงรีบปฏิเสธกลับไป เนื่องจากกลัวทำออกมาไม่ดีพอ
แต่เมื่อได้พูดคุยร่วมกับพี่เบิร์ด และลองพิจารณาถึงการทำงานใหม่ ๆ อีกครั้ง จึงได้ตัดสินใจรับคำ พร้อมกลับมาร่วมทำอัลบั้มประวัติศาสตร์ “BIRD-SEK” ในปี พ.ศ. 2547 อันมาจากฝีมือการเป็นโปรดิวเซอร์ และแต่งเพลงใหม่ในชุดทั้งหมดโดย ‘พี่เสก’ ที่มีเพลงฮิตตลอดกาลอย่าง “อมพระมาพูด” มียอดจำหน่ายอัลบั้มรวมกว่า 2,000,000 ชุด ที่ยังเป็นการปิดจ็อบการจำหน่ายอัลบั้มได้ถึงหลักล้าน ก่อนเข้าสู่ยุคดิจิตอลอย่างเต็มรูปแบบในอีกไม่กี่ปีให้หลัง
ระหว่างที่ได้ไปใช้ชีวิตที่ประเทศอังกฤษ นอกจากจะได้พัฒนาทางด้านภาษาแล้ว เขายังได้พบกับบรรดาเพื่อนคนดนตรีต่างสัญชาติ ที่มีส่วนพัฒนาสัดส่วนดนตรีให้กับพี่เสกอย่างมากขึ้น ทั้ง Eric lavansch, Anthony Wilson รวมถึง “Paul Arthurs” (Bonehead) มือกีตาร์ยุคก่อตั้งของ “Oasis” ที่ได้ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดทางดนตรี และภายหลังยังร่วมเป็นนักดนตรีสนับสนุนให้กับพี่เสกในช่วงเวลาหนึ่ง เมื่อครั้งที่กลับมาเล่นดนตรีเต็มรูปแบบที่เมืองไทย
ในช่วงเวลาต่อจากนั้น คือยุคที่ 2 ของ ‘เสก โลโซ’ ด้วยการเดินทางเป็นศิลปินเดี่ยวอย่างเต็มตัว ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2548 – 2554
เขายังพรั่งพรูความคิดออกมาผ่าน Solo Album ที่ยังมีผลงานเพลงฮิตต่อเนื่อง อาทิ แม้ว่า, 14 อีกครั้ง, คิดได้ยังไง, ไม่ยอมตัดใจ, เก็บดาวมาให้เธอ, เจ็บหัวใจ, (ฉันคิดฯ) ฐานะอะไร
แม้แต่การนำเพลงแรกในชีวิตที่ฝึกแต่งเมื่อ 10 กว่าปีก่อนหน้า กลับมาแต่งต่อจนจบ และกลายเป็นเพลง “เหงา คิดถึง รอ” ที่เราได้ฟังกันจนปัจจุบัน
.
ครั้งหนึ่ง ในช่วงปี พ.ศ. 2548 จากการพัฒนาฝีมือ และความคิดทางดนตรี จนสามารถเขียนเพลงสากลได้ด้วยตัวเอง เขาได้ตัดสินใจรวมพลเพื่อนนักดนตรีอังกฤษที่รู้จัก (ตามชื่อข้างต้น) มาทำอัลบั้มเพลงสากลเป็นครั้งแรกในชีวิต
ในอัลบั้ม “FOR GOD’S SAKE” ผลงานอัลบั้มเดี่ยวลำดับที่ 2 ซึ่งเป็นการทำงานที่ประเทศอังกฤษอย่างเต็มรูปแบบ ประกอบด้วยเพลงใหม่ที่เป็นภาษาอังกฤษทั้งชุด และทำหน้าที่โปรดิวเซอร์โดย “Owen Morris” โปรดิวเซอร์คู่บุญของ Oasis !
เดิมทีเขามีแผนที่จะนำอัลบั้มนี้วางจำหน่ายไปทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย เพื่อประกาศศักดาฝีมือคนไทยที่สามารถทำงานระดับสากลได้ โดยเสร็จสิ้นขั้นตอนทุกอย่างในช่วงปี 2548 แต่เนื่องจากในช่วงเวลานั้น ทั่วโลกได้ปรับรูปแบบการฟังเพลงมาสู่ดิจิตอลดาวน์โหลดเต็มรูปแบบ จึงมีความเสี่ยงที่จะนำออกมาจำหน่าย
ทำให้ล้มเลิกการผลิตสื่ออย่าง ‘ซีดี’ ออกมาวางจำหน่าย นอกจากการปล่อยให้ฟังในสื่อ Streaming เพียงเท่านั้น
“การทำเพลงสากล ทุ่มเททั้งแรงกายและแรงเงิน เรียกว่ามันทำให้ผมรู้ถึงความผิดหวัง แต่ไม่เสียใจ เพราะว่าเราได้ทำงานกับโปรดิวเซอร์ระดับโลก เขาก็คิดว่าอัลบั้มนี้ดี
แต่ว่าเราโชคร้ายที่ออกมาในช่วงจุดเปลี่ยนของวงการเพลง ช่วงเวลาที่ร้านซีดีต่างปิดตัว ทุกคนก็ขายไม่ได้” — เสก โลโซ, พ.ศ. 2554
ในช่วงปี พ.ศ. 2552 ตรงกับวาระครบรอบ 12 ปี บนวงการเพลงของพี่เสก ที่นอกจากจะมีคอนเสิร์ตใหญ่ครั้งแรกในนาม เสก โลโซ “12 ปี เสก โลโซ ใจสั่งมา”
Branding หนังสือเพลงชั้นนำ อย่าง “The Guitar” ได้เริ่มต้นรวบรวมผลงานทุกอัลบั้มตั้งแต่โลโซ ถึงอัลบั้มเดี่ยว มาทำเป็นหนังสือเพลงฉบับพิเศษของ ‘เสก โลโซ’ โดยเฉพาะ และตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา หนังสือเพลง The Guitar ฉบับเสก โลโซ ก็เป็นหนังสือเพลงที่ขายดีระดับ Best Seller และยังคงมีการตีพิมพ์มารองรับมือกีตาร์ถึงยุคปัจจุบัน
ชี้ให้เห็นถึงความเป็น Iconic ของการเป็นทั้งศิลปิน และมือกีตาร์ชั้นนำของประเทศ ที่ไม่ว่าจะเล่นกีตาร์ในระดับไหน ก็ยังคงมีมือกีตาร์จำนวนหนึ่งที่ยังหยิบเพลงของ เสก โลโซ มาฝึกเล่นเสมอ
ตั้งแต่ช่วงปี พ.ศ. 2554 ลงมา เสก โลโซ ต้องเจอมรสุมชีวิตอย่างหนัก สังคมจำนวนหนึ่งเริ่มมองพี่เสก หลุดจากกรอบวงการดนตรีมากขึ้น ตามผลลัพธ์ของการกระทำ ด้วยภาพลักษณ์การใช้ชีวิตแบบ Rock & Roll ที่เขาตัดสินใจทำลงไป
ภายหลังจากการบำบัด หลังผ่านมรสุมครั้งใหญ่ เขายังมีอัลบั้มเดี่ยวที่ลงมือทำด้วยตัวเองอีก 3 ชุด คือ “I’m Back” (2556) “Love & Peace รักและสันติ” (2557) และ “Part 2” (2558) ถือเป็นผลงานอัลบั้มเต็มชิ้นล่าสุดจนปัจจุบัน
ในระยะหลังจากนั้น เขาก็ได้เลือกเส้นทางเดินชีวิตในอีกรูปแบบหนึ่ง ตามที่ยังปรากฏหลงเหลือบนโลกโซเชียล อย่างยิ่งด้วยเหตุการณ์ ‘ไลฟ์มาราธอน’ ที่สังคมจำนวนหนึ่งยังเฮฮาไปกับความสนุก และการแสดงความคิดของพี่เสกในช่วงเวลานั้น
แต่ความสนุกที่อาจเป็นน้ำผึ้งต่อสังคม กลับกลายเป็นยาพิษร้ายแรงที่ทำชีวิตพี่เสก ต้อง ‘วูบ’ ไปจากกรอบของสังคมมาแล้ว…
นี่คือเส้นทางลูกผู้ชายของ ‘เสก โลโซ’ ที่ยังคงเดินทางมาอย่างสม่ำเสมอ แม้จะมีขวากหนามที่เรียกว่า Rockstar มาสร้างอุปสรรคเป็นระยะบ้างไม่น้อย
รอยยิ้มนักสู้, ก้าวให้ไกลกว่าเดิม

หากจะนิยามถึงชีวิตพี่เสก ที่ใช้ชีวิตสุดกู่ในช่วงหลายปีก่อนหน้า และมีโรคไบโพล่าร์, โรคซึมเศร้า เป็นเอฟเฟกต์กลับมาในระยะหลัง คงจะต้องยกศัพท์ยอดฮิตของวัยรุ่นมากล่าวถึงด้วยคำที่ว่า
แน่นอนว่าชีวิตพี่เสก ในรอบ 10 ปีก่อนหน้านี้ ต่างผ่านสภาวะที่แทบจะพร้อมหลับในหลายช่วงเวลา แต่สุดท้ายแล้ว ความเป็นคนของมหาชนที่มีในตัว ‘เสก โลโซ’ อันมี ‘แฟนเพลง’ คอยเป็นกำลังใจให้ ประกอบเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่มีชื่อเรียกว่า ‘เพื่อน’
ต่างทำให้เขาลุกขึ้นสู้ พยายามกลับมาใช้ชีวิต และกลับมารับงานดนตรีตระเวณเดินสายสร้างความสุขให้กับแฟนเพลงได้อีกครั้ง
ทั้งในบทบาทของ ‘เสก โลโซ’ และการนำ ‘โลโซ’ กลับมารับงานแสดงทั่วประเทศ เป็นเวลาร่วม 4 ปีด้วยกัน
นอกจาก พี่ใหญ่, พี่รัฐ, พี่กลาง ในฐานะนักดนตรีจาก ‘โลโซ’ ยังมีเหล่านักดนตรีแถวหน้าที่ถูกคัดเลือกมารับไม้ต่อ ในบทบาทนักดนตรีของ ‘เสก โลโซ’ ต่างเป็นระดับมืออาชีพที่หมุนเวียนมาร่วมงานกับพี่เสกตามวาระ ตั้งแต่อดีตจนปัจจุบัน ประกอบด้วย พี่ต่อ Silly Fools (ต่อตระกูล ใบเงิน) / พี่ดิษฐ์ Smille Buffalo (ประดิษฐ์ วรสุทธิพิสิทธิ์) / พี่ต้อม Syam (สุริยฉาย ทองนุช)
โดยเฉพาะ “พี่ต้อม-วรบุตร เตี้ยประเสริฐ” มือกีตาร์ข้างกายพี่เสก และ “พี่เท็ดดี้-ณัฐฎ์ณัฐ หิรัญสมบูรณ์” (มือคีย์บอร์ด) 2 นักดนตรีที่อยู่ร่วมกันถาวรมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2549 จนถึงปัจจุบัน !
บรรดานักดนตรีทั้งหมดนี้ ต่างเติมเต็มสิ่งที่พี่เสกถ่ายทอดสู่บทเพลง ให้มีชีวิตชีวานอกจาก Version Studio ร่วมออกเดินทางเหนือจรดใต้ เพื่อนำพาสิ่งที่เรียกว่า ‘ดนตรี’ ไปสร้างความสุขให้กับแฟนเพลงที่อยากฟังตัวเป็น ๆ มาโดยตลอดเส้นทางดนตรีของพี่เสก
เมื่อปีก่อนหน้า (2566) หลังจากเหตุการณ์ทางการเมืองบางอย่าง ที่สร้างความผิดหวังต่อพรรคการเมืองที่พี่เสกสนับสนุนเป็นการส่วนตัว ทำให้พี่เสกได้ลุกขึ้นมาแต่งเพลงใหม่อีกครั้งในรอบหลายปี จนออกมาเป็น “ก้าวให้ไกลกว่าเดิม”
หากไม่นับถึงเรื่องการเมือง หรือความชื่นชอบส่วนบุคคล จากผลงานนี้ ทำให้เราได้เห็น Comment จากแฟนเพลง ที่ไปในทิศทางทางเดียวกันว่า ‘เสก โลโซ กลับมาแล้ว’
พี่เสกของแฟน ๆ สามารถกลับมาแต่งเพลง และมีผลงานใหม่อีกครั้งในรอบหลายปี ด้วยสไตล์เพลงที่ยังคงมีเอกลักษณ์ของ ‘เสก โลโซ’ ที่แฟน ๆ ให้การตอบรับมาตลอด หรือจะกล่าวได้อีกว่าเป็นการสื่อสารพลังที่เราอาจได้เห็นพี่เสก กลับมามีผลงานใหม่ได้อีกครั้งในอนาคต
เมื่อกาลเวลาแห่งการกลับมา บ่มเพาะมาอย่างละเอียด ทำให้พี่เสก ได้กลับมามีคอนเสิร์ตใหญ่ที่อิมแพ็คในรอบ 15 ปี (12 ปี เสก โลโซ ใจสั่งมา, 2552) และเป็นคอนเสิร์ตใหญ่ในรอบ 22 ปี ของโลโซ ที่มีการจำหน่ายบัตร Sold Out ในรอบแรกด้วยระยะเวลาที่รวดเร็ว
“28 YRS LOSO WE ARE THE ROCK & ROLL CONCERT”
6-7 กรกฏาคม พ.ศ. 2567
คือ 2 วันแห่งความสำเร็จของชายวัยย่าง 50 พร้อมเพื่อนร่วมทาง ที่ร่วมเดินทางกันมาในรอบ 28 ปี
วันที่มีแฟนเพลงตีตั๋วเข้าไปร้องเพลงตามกับพี่เสกในฮอลล์อิมแพ็คอย่างเนืองแน่น, วันที่พี่เสกได้พาลูกชาย (TG TIGER) ขึ้นมาร้องเพลงร่วมกันบนเวที, วันที่ เสก-ใหญ่-รัฐ-กลาง ในนามโลโซ ได้มายืนบนอิมแพ็คต่อหน้าคนร่วมหมื่น, วันที่พี่เสกสามารถทุบกีตาร์โชว์กลางอิมแพ็คด้วยความสุข
ในรอบการแสดงวันแรก หลังจากที่แสดงเสร็จ และให้นักดนตรีทุกคนมาถ่ายรูปรวมกับแฟนเพลง ระหว่างนั้น ‘พี่เสก’ และ ‘พี่ใหญ่’ ได้กระโดดกอดและชี้ไปที่แฟนเพลงด้วยสีหน้าเต็มเปี่ยมความสุข ตามภาพประกอบ
แม้วันนั้นผู้เขียนจะอยู่บน ‘บัตรดอย’ และเห็นภาพผ่านมอนิเตอร์ ก็ยังสัมผัสได้ชัดเจน ถึงภาพของ ‘หนุ่มโคราช’ และ ‘หนุ่มอุบลราชธานี’ ที่โคจรมาพบกัน กอดคอเล่นดนตรีตามต่างจังหวัด และสามารถทำตามความฝันได้สำเร็จ แม้กระทั่งในการกลับมามีคอนเสิร์ตใหญ่ ในช่วงเข้าวัยหลัก 5
ย้อนกลับไปเมื่อ 28 ปีที่แล้วอีกครั้ง
ในอัลบั้มชุดแรก “Lo-Society” มีเพลงหนึ่งในชุดที่ชื่อว่า “ดาว” ถูกแต่งขึ้นมา โดยหนุ่มโคราชวัย 20 ที่พยายามทำตามความฝันของตัวเองในวัยเด็กมาโดยตลอด ด้วยเนื้อหาที่บ่งบอกถึงการคว้าดาว เปรียบดังความหวังในการคว้าฝันของตัวเอง และสะท้อนกลับมาถึงผู้แต่งเพลงนี้
“หวังสักวันว่าจะเป็นเหมือนฝัน
ว่าสักวันตัวฉันต้องยิ่งใหญ่
มองลงมายืนอยู่บนที่สูง
อยู่เคียงข้างกัน
อยู่เคียงคู่กันกับดาว”
แม้ในวันนั้น อัลบั้มชุดแรกของโลโซ อาจไม่สำเร็จทางด้านการตลาด แต่ความฝันอย่างหนึ่งที่เขาและเพื่อนสามารถกอดคอทำกันได้สำเร็จ นั่นคือการมีอัลบั้มเป็นของตัวเอง และเป็นอัลบั้มเต็มของเด็กต่างจังหวัดที่เขียนเนื้อร้องด้วยตัวเองทั้งชุด
แต่เขาสามารถได้อยู่เคียงข้างกับสิ่งที่เรียกว่า ‘ดาว’ สำเร็จมาตั้งแต่วันนั้น และเขาเองก็ยังกลายเป็น ‘ดาว’ ที่เปล่งประกายให้กับนักดนตรี, ศิลปิน และผู้คนที่ตามหาความฝัน ด้วยการมีบทเพลงของเขา, มีแนวคิดของเขา สร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คนหลากหลายมาตลอด 28 ปี
“ฝัน คือชื่อเล่นของความสำเร็จ”
คือประโยคที่พี่เสก เคยกล่าวในการเป็นพรีเซนเตอร์ให้กับสินค้าชิ้นหนึ่งเมื่อหลาย 10 ปีก่อน เป็นสิ่งที่สะท้อนกลับมาถึงตัวเขาอย่างชัดเจน
เขาเองคือคนหนึ่งที่ใช้ฝัน และฝีมือนำทาง จนเป็น ‘ผู้ชนะ’ ในเส้นทางของเขาสำเร็จ
Happy Birthday 50th Anniversary
“เสก โลโซ”
ผู้เขียนขอร่วมอวยพรให้พี่เสกมีสุขภาพแข็งแรง และมีความสุขกับการเล่นดนตรี รวมถึงสร้างความสุขให้กับแฟนเพลงที่ยังรักกันตลอดไป
ไว้เจอกันที่ ‘30 ปี โลโซ’ อีกนะครับ ![]()
![]()
อ้างอิงข้อมูล :
▪︎ เสกสรรค์ ศุขพิมาย (เสก โลโซ)
▪︎ กิตติศักดิ์ โคตรคำ (ใหญ่ โลโซ)
▪︎ Booklet บันทึกการแสดงสด “คอนเสิร์ตเพื่อเพื่อน” (พ.ศ. 2545)
▪︎ สัมภาษณ์ รายการ “The Idol” (พ.ศ. 2553) (ตอนที่ 1 | ตอนที่ 2 | ตอนที่ 3)
▪︎ สัมภาษณ์ นิตยสาร “Music Express” ฉบับ ROCK ISSUE (พ.ศ. 2554)
▪︎ สัมภาษณ์ รายการ “เพชรรามา” (พ.ศ. 2556)
▪︎ สัมภาษณ์ รายการ “วันวานยังหวานอยู่” (พ.ศ. 2556) (ตอนที่ 1 | ตอนที่ 2 | ตอนที่ 3 | ตอนที่ 4 | ตอนที่ 5 | ตอนที่ 6)
▪︎ สัมภาษณ์ โลโซ : การกลับมาอีกครั้งของ ‘ร็อกติดดิน’ ในวันที่จะมีเพียงเราและนายตลอดไป | Deep People (ผลิตโดย The People) (พ.ศ. 2567)
▪︎ สัมภาษณ์ รายการ “Thairath Talk” (ผลิตโดย THAIRATH TV Originals) (พ.ศ. 2567)
ภาพประกอบ : GMM Music / ใหญ่ โลโซ / Sekloso Channel / เทปบันทึกภาพการแสดงสดคอนเสิร์ต “ถูกใจคนไทย” (พ.ศ. 2545) / Facebook – SEK LOSO / CI Showbiz
